Cyberpunk 2077 เกมเสร็จสมบูรณ์แล้วจริงหรือ? มีฟีเจอร์อะไรหายไปบ้างมาดูกัน!

อย่างที่เราทราบกันดีว่าตัวเกมได้ผ่านการเลื่อนมาหลายครั้ง เนื่องจากสถานการณ์โควิดที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก จนล่าสุดนี้ก็มาลงเอยในวันที่ 10 ธันวาคม 2563 ที่ทางผู้พัฒนาได้เปิดให้ดาว์โหลดเล่นพร้อมกันทั่วโลก ด้วยการทำสถิติยอดผู้เล่น 1 ล้านคนพร้อมกันในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งก็ไม่ได้น่าแปลกใจอะไรเมื่อดูจากกระแสของผู้เล่นที่เฝ้ารอมาอย่างยาวนาน

หลังจาก 24 ชั่วโมงผ่านไปดูเหมือนอะไร ๆ จะไม่ได้ราบลื่นอย่างที่คาดเอาไว้ เมื่อมีผู้เล่นบางส่วนพบเจอกับปัญหาเด้งออกจากเกมจำนวนมาก และในเกมยังพบบัคส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะในเกมเวอร์ชั่นคอนโซลอย่าง Play Station 4 และ Xbox One ที่มีปัญหาอย่างมากในเรื่องของ Frame rate ที่ต่ำอย่างน่าตกใจ ซึ่งบางคนก็เจอกับอาการค้าง โมเดลตัวละครแตก ฯ

ซึ่งทั้งหมดนี้ทางผู้พัฒนาก็ได้รีบออกแพท 1.04 มาแก้ไขในทันที แต่ก็ดูเหมือนจะยังคงไม่สามารถแก้ไขได้ในทุกปัญหาที่ผู้เล่นเจอทั้งหมด ความหวังในตอนนี้มีแต่จะต้องรอทางผู้พัฒนารีบปล่อบแพทเวอร์ชั่นต่อ ๆ ออกมาให้เร็วที่สุด นอกจากปัญหาในเรื่องบัคต่าง ๆ เหล่านี้ ยังมีผู้เล่นกลุ่มหนึ่งรู้สึกได้ว่าตัวเกมเหมือนยังไม่เสร็จ และเหมือนมีบางอย่างที่ขาดหายไป

สิ่งที่ขาดหายไปจากเกม Cyberpunk 2077

เทคโนโลยี VR แห่งอนาคตเพื่อความบันเทิง

อย่างแรกที่เห็นได้ชัดเลยในส่วนของฟีเจอร์ ‘Braindance’ ที่เปรียบเสมือนเทคโนโล VR แห่งอนาคตที่เราสามารถเข้าไปท่องอยู่ในความทรงจำที่เก็บไว้อยู่ในไมโครชิปได้ ส่วนใหญ่มันถูกนำมาใช้เพื่อความใคร่ทางเพศของผู้คน ในขณะที่บางส่วนเอาไปใช้ในทางชั่วร้ายกว่านั่น แต่เท่าที่ทางทีมงานได้ลองเล่นมากว่าหลายสิบชั่วโมง จึงพบว่ามันจะนำไปใช้ในการสืบคดีในภารกิจหลักมากกว่าเพื่อความบันเทิงของผู้เล่น

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้า BD มันควรจะมีอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า เพราะผู้เล่นก็หวังจะให้มันสามารถที่จะเปิดบันทึกเพื่อดูความทรงจำของคนอื่นได้นอกเหนือจากภารกิจหลัก จากที่เราได้สังเกตุในร้านขายของแห่งหนึ่งในย่าน Jig-Jig Street เราจะเห็นร้านที่ขายแผ่น BD จำนวนหนึ่ง ซึ่งตอนแรกเราก็คิดว่ามันจะเปิดได้ แต่สุดท้ายมันก็เป็นแค่ขยะที่เราไม่สามารถเปิดดูได้

เส้นทางชีวิตของตัวละครที่หลากหลาย

จากตัวอย่างด้านบนจะเห็นได้ว่ามีตัวเลือกถึง 3 หมวด ได้แก่ Childhood Hero (แรงบันดาลใจ) ที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะให้เป็นใคร Johny, Morgan หรือ Saburo Araska และแถวที่สองเป็น Key Life Event (จุดเปลี่ยนของชีวิต) ซึ่งจะเป็นกำหนดว่าตัวละครของเราเคยเจอเรื่องราวสำคัญที่จะมาเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเรา เช่น Death of Sibling (การตายของคนใกล้ชิด), Ran Away from home (หนีออกจากบ้าน) หรือ First Big Kill (การฆ่าครั้งแรก)

สุดท้ายคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมาที่เมืองไนท์ซิตี้ Unfinished Business (มีงานที่ยังค้างคา), Ex-Lover in Town (คนรักเก่าอยู่ที่เมืองนี้) และสุดท้าย Something to Prove (เพื่อพิสูนจ์อะไรบ้างอย่าง) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ถูกตัดออกไปหมดเลยในตัวเกมเวอร์ชั่นจริง ซึ่งทางผู้พัฒนาได้ใส่มาให้เพียงแค่ 3 ทางเลือกเท่านั้น คือ

  • Nomad สมาชิกแก๊งค์ที่อาศัยนอกเมืองไนท์ซิตี้ พวกเขาให้ความสำคัญกับพี่น้องของตัวเองเหนือสิ่งใด และเก็บทุกอย่างที่หาได้มาเป็นอาวุธ
  • Streetkid เกิดและเติมโตมาท่ามกลางถนนที่แสนจะอันตรายของเมืองไนท์ซิตี้ รู้จักเส้นทางทุกตรอกซอกซอยของเมืองเป็นอย่างดี
  • Corpo ทำงานให้กับบริษัทซาราซากะ การที่ได้ทำงานกับคนจำนวนมากทำให้ได้เรียนรู้วิธีในการรับมือกับผู้คน และรู้จักกลยุทธในการต่อรองเพื่อให้ได้เปรียบอยู่เสมอ

แม้ว่าในตอนแรกอาจเกิดกันคนละสถานที่ และมีการเกริ่นเนื้อหาปูมหลังบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ในท้ายที่สุดแล้วตัวเกมก็จะบังคับให้ผู้เล่นกับมาในจุดเริ่มต้นเดียวกันเสมอ ซึ่งจุดที่จะไม่เหมือนกันคือตัวเลือกของบทสนทนาที่แตกต่างกัน เช่น Nomad ก็จะมีตัวเลือกบทสนทนาที่เฉพาะของตัวเอง เช่นเดียวกับ Corpo ที่ต่างฝ่ายจะมีสไตล์การพูดเป็นของตัวเอง

เสื้อผ้าที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตอนเริ่มเกม

จากที่เห็นในตัวอย่างเกมแรก เราจะเห็นได้ว่าเกมมีตัวเลือกให้ปรับชุดได้อย่างอิสระ ซึ่งน่าเสียดายที่ในตัวเกมจริงเราจะเห็นตัวละครใส่ชุดชั้นในอย่างเดียว และไม่สามารถที่จะเปลี่ยนชุดอะไรได้เลย อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรมากนัก เพราะผู้เล่นสามารถเข้าไปหาซื้อชุดเปลี่ยนได้เองภายหลังในเกม

ฉากกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ของตัวละคร

อีกหนึ่งจุดสังเกตุที่เราพบคือตอนที่ผู้เล่นตื่นนอน ตัวละครของผู้เล่นจะเดินไปมาในห้องและทำกิจวัตรต่าง ๆ เช่น หยิบน้ำมาดื่ม ดูข่าว ฯลฯ ทั้งหมดนี้ถูกตัดทิ้งไปเหลือเพียงแต่ฉากโหลดที่มีเพียงรูปภาพและมีเสียงพูดจากวิทยุ หรือ ทีวี เข้ามาแทน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ตัวเกมได้ตัดทิ้งออกไป และไม่รู้ว่าจะมีการอัพเดทเข้ามาในอนาคตหรือไม่

การนำเสนอเรื่องราวผ่านมุมมอง Third-Person

ต่อจากหัวข้อด้านบนซึ่งคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกัน ที่ดูเหมือนว่าทางค่าย CD Project Red พยายามที่จะยัดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการดำเนินเรื่องและเกมเพลย์ ให้อยู่ในรูปแบบของ First-Person ทั้งหมด ซึ่งถ้าลองดูจากตัวอย่างแรก ๆ

จะเห็นว่าจะมีการแพนกล้องให้เห็นตัวละครของผู้เล่นในฉากต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงต้นเกมที่เปิดลิฟออกมา จนถึงฉากสนทนาสำคัญ ๆ ตรงส่วนนี้สำหรับแฟนเกมมองว่ามันเป็นองค์ประกอบที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินเนื้อเรื่อง และไม่ควรที่จะตัดออกไปจากเกม

สภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อผู้เล่น

ทางผู้พัฒนาเคยให้สัมพาทเอาไว้ว่าตัวเกมจะมีระบบสภาพอากาศแบบ Dynamic ที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างสมจริงเหมือนกับเกม Witcher 3 ซึ่งเขาได้บอกว่าใน Cyberpunk 2077 จะมี ‘ฝนกรด’ และสภาพอากาศต่าง ๆ ที่จะสร้างความท้าทายให้กับผู้เล่น แต่ทว่าหลังจากได้ตัวเกมจริงได้ปล่อยออกมากลับมีแค่ ‘ฝนธรรมดา’ ที่ตกบ้างไม่ตกบ้าง ซึ่งบางคนเล่นเกมมา 20 ชั่วโมงยังไม่เคยเห็นฝนตกเลยก็มี

ระบบปีนไต่กำแพง

อีกหนึ่งระบบที่ค่อนข้างได้รับความสนใจจากบรรดาแฟนเกม ที่ครั้งหนึ่งทางผู้พัฒนาได้เคยใส่ระบบปีนไต่กำแพงมาไว้ในเกมด้วย และมีการนำมาโชวในตัวอย่างแรก ๆ ของเกม ที่จะเห็นว่าตัวละครใส่แขน Mantis Blade ปีนไต่กำแพงได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่จะกระโดดไปสังหารศัตรูได้อย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายแล้วมันก็ถูกถอดออกเนื่องจากเหตุผลในการออกแบบแผนที่ในเกม

หน่วยพยาบาล Trauma Team

ในเกม Cyberpunk 2077 จะมีหน่วยพยาบาลที่เรียกว่า Trauma Team ซึ่งจะออกปฏิบัติหน้าที่ทันทีเมื่อลูกค้า (ผู้ทำประกัน) อยู่ในอันตราย เช่น ชีพจรหยุดเต้น หรือ อยู่ในสภาวะโคม่า ถ้าเป็นประชาชนทั่วไปจะต้องโทรแจ้ง 911 ตามปกติ ซึ่งผู้เล่นก็คาดหวังจะเห็นพวกเขาออกปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน

เหมือนกับในเกมอย่าง GTA ที่จะมีรถพยาบาลออกมาวิ่งรับผู้บาดเจ็บ แต่ในเกมนี้เราจะเห็นหน่วยพยาบาลนี้ออกมาแปปเดียวช่วงต้นเกม และหลังจากนั้นก็จะไม่ค่อยเห็นอีกเลย ซึ่งความจริงมันน่าจะมีบทบาทมากกว่านี้ในด้านของเกมเพลย์ ในขณะที่บางครั้งผู้เล่นอาจจะเห็นยานของพวกเขาจอดอยู่ในบางสถานที่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงมีบัคที่ทำให้พวกเขาล่องหนได้อย่างในคลิปด้านล่างนี้

ระบบการขนส่งสาธารณะ

ในตัวอย่างเกม Cyberpunk 2077 เราจะเห็นฉากการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินอยู่หลายครั้ง แต่ดูเหมือนมันจะถูกถอดออกไปและใส่การเดินทางแบบ Fast Travel มาแทนที่ ซึ่งเราจะไม่สามารถเห็นฉากระหว่างการเดินทางได้ ถือว่าได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าเสียดายมากไม่น้อยเลยทีเดียว

อนิเมชั่น Take Down เปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมใกล้เคียง

จากตอนแรกที่จะเห็นว่าจะมีอนิเมชั่นที่กดหัวศัตรูลงไปในบ่อตู้ และชักปืนออกมายิงใต้น้ำเพื่อเก็บเสียง แสดงให้เห็นว่าตัวเกมมันน่าจะมีอนิเมชั่นลอบฆ่าเปลี่ยนไปตามสถาพแวดล้อมใกล้เคียง แต่ในเวอร์ชั่นจริงเราจะมีแค่สองทางเลือก ซึ่งเป็นอเนมิชั่นเดียวใช้ยาวกันไปตลอดทั้งเกมคือรัดคอ หรือ จับกระแทกแล้วโยนศพเข้าไปในถัง ตรงนี้ทำให้ใครที่ชอบเล่นสายลอบฆ่าจะรู้สึกน่าเบื่อมาก ๆ เพราะต้องมานั่งดูอนิเมชั่นเดิม ๆ ตลอดทั้งเกม

การปรับแต่งรถได้อย่างอิสระ

แน่นอนว่าด้วยความที่เกมมีความเป็น Open World ที่สูงมากเหมือนกับเกมตระกูล GTA ซึ่งมีแผนที่ ๆ ค่อนข้างใหญ่และต้องใช้เวลาในการเดินทาง ทำให้การเดินทางไปที่ต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้ยานพาหนะเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัญหาคือการจะขับรถเดิม ๆ ตลอดทั้งเกมคงดูเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสุด ๆ ซึ่งทางผู้พัฒนาก็เคยให้ความหวังเอาไว้ว่าผู้เล่นจะสามารถปรับแต่งรถของตัวเองได้อย่างอิสระ

แต่เมื่อถึงเวลาเข้าจริง ตอนนี้ผู้เล่นมีตัวเลือกแค่ให้ซื้อรถจาก NPC เท่านั้น มีให้ซื้อตั้งแต่รถคลาสสิคไปจนถึงรถแบบออฟโร้ด ซึ่งบางคันก็ได้แต่งมาให้พร้อมใช้งานแล้ว แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าผู้เล่นได้มีโอกาสแต่งชิ้นส่วน หรือ เลือกสีที่ตัวเองชอบได้เอง ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตจะมีใครทำม็อดออกมาช่วยแก้ไขปัญหาส่วนนี้ได้

ถึงอย่างไรก็ตามฟีเจอร์ที่เรากล่าวมาทั้งหมดนี้ทางผู้พัฒนาก็ได้แปะเตือนเอาไว้แล้ว ว่ามันอาจจะไม่มีอยู่ในเวอร์ชั่นเกมที่จำหน่ายจริง ท้ายที่สุดผู้เล่นบางคนก็ยังคาดหวังว่ามันจะทำออกมาได้ดีมากกว่านี้ ซึ่งล่าสุดนี้สำนักข่าวบางเจ้าก็ถึงขั้นประกาศเตือนเลย ‘หลอกลวงผู้บริโภค’ กันเลยทีเดียว รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านได้ที่ www.opencritic.com

ใส่ความเห็น

thไทย