Mortal Engine สิ่งที่ต้องรู้ก่อนและหลังดูหนัง

mortal-engines-movie

            เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนอาจจะได้เห็นหรือติดตามภาพยนต์เรื่อง Mortal Engine จากผลงานของ Peter Jackson กันมาบ้างแล้ว โดยเปิดตัวมาพร้อมกับเนื้อเรื่องและตัวอย่างสุดอลังการจากบรรดาเมืองวิ่งได้ที่โลดแล่นไปทั่ว พร้อมกับเผยให้เห็นนครลอยฟ้าและสิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายในโลกของภาพยนต์เรื่องนี้ จะว่ากันจริง ๆ แล้วในภาพยนต์เรื่อง Mortal Engine เป็นเพียงหนึ่งในสุดยอดนวนิยายสี่ฉบับ Mortal Engines Quartet ได้แก่

Mortal Engines Quartet 

  1. Mortal Engine
  2. Predators Gold
  3. Infernal Devices
  4. A Darkling Plan

            หนังสือทั้งสี่เล่มนี้เป็นผลงานจากผู้เขียนชาวอังกฤษ ฟิลิบ รีฟ ซึ่งในเมื่อมันถูกทำออกมาในฉบับภาพยนต์ บางครั้งเวลาที่ถ่ายถอดออกมาได้นั้นมันช่างจำกัดเสียเหลือเกิน หรือไม่เราอาจพลาดช่วงเวลาสำคัญ หรืออาจคิดว่าสิ่งที่เราเห็นมันไม่สำคัญจนสุดท้ายทำให้เราต้องมานั่งกุมหัวว่าประติดประต่อเรื่องไม่ถูก อันนี้ผมขอพูดหลังจากที่ได้ไปดูภาพยนต์มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ความรู้สึกหลังจากได้ดูฉบับภาพยนต์

           สำหรับความเห็นของตัวผมหนังทำได้ออกมาประทับใจมาก หนังมีการปูเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก ดำเนินเรื่องแบบลื่นไหลจนบางครั้งก็คิดว่ามันเร็วเกินไปจนดูไม่ทัน ในบางฉากช่วงต้น ๆ ของหนังมีแอคชั่นกันจนแบบ เหมือนว่ามันใกล้จะจบเรื่องแล้ว แต่หลังจากที่ได้ดูไปจนจบที่ใช้เวลามากกว่าชั่วโมง ความอยากรู้อยากเห็นก็เริ่มทำงาน อยากรู้ว่าตัวละครนี้มีต้นกำเนิดเป็นมาอย่างไร มันมีเมืองอะไรบ้าง และจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 1,000 ปีก่อน ซึ่งคำตอบเหล่านี้เราจะต้องไปตามหาอ่านเอาในฉบับนวนิยาย แต่สำหรับวันนี้ผมได้รวบรวมข้อมูลบางส่วนที่ได้ไปศึกษามาจากเว็บทางต่างประเทศและนำมาเรียบเรียงได้ประมาณนี้

สงคราม 60 นาที (Sixty Minute War)

           สงคราม 60 นาที เป็นความวิบัติของมวลมนุษย์ชาติที่เกิดก่อนเหตุการณ์ Mortal Engines Quarter ถึง 1,000 ปี โดยเป็นสงครามที่รุนแรงจนทำให้ประชากรโลกหายไปเป็นพันล้านเพียงชั่วพริบตาหลักฐานที่อ้างอิงได้ก็คือความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิอเมริกัน และประเทศจีนใหญ่สงครามกินเวลาเพียงชั่วครู่นับจากเริ่มต้นจนจบกินเวลาเพียง 60 นาที หรือ 1 ชั่วโมงสาเหตุที่สงครามจบเร็วเพราะประเทศต่าง ๆใช้อาวุธนิวเคลียร์ยิงใส่กันจนพื้นดินแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ สภาพที่เหลือแทบจำไม่ได้ว่าเคยเป็นมหานครที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อนเหลือเพียงอันตรายจากรังสีที่มนุษย์ไม่อาจอยู่ได้อีกเป็นพันปี

            หลักจากสงครามไม่นานมนุษย์ก็เหมือนกลับเข้าไปอยู่ในยุคหินอีกครั้ง วิทยาการ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เคยล้ำหน้าจนได้ออกสำรวจอวกาศได้สูญหายไปหมด ใช้เวลากว่าพันปีที่จะสามารถกู้ความรู้จากอดีตมาได้ แน่นอนว่าเรื่องร้าย ๆ ไม่จบเพียงเท่านี้ ผลจากการทำสงครามกันด้วยอาวุธร้ายแรงของมหาอำนาจในอดีต ผลที่ตามมาก็คือความไม่มั่นคงของธรรมชาติที่ถูกมนุษย์ทำลายความสมดุลไป ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ติดต่อกัน มีคลื่นยักษ์ที่สูงแบบไม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ขั้วโลกกลับตารปัด เกิดภูเขาไฟปะทุในยุโรป แผ่นดินเคลื่อนชนกันจนเกิดเป็นภูเขาสูงใหญ่ และบริเวณคอคอดอมริกาเหนือและใต้แตกออกเป็นเสี่ยง บางครั้งก็ยังไม่แน่ใจว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเพราะเทคโนโลยีใดที่ทำให้โลกแตกออกเป็นเสี่ยงได้ขนาดนี้

            อเมริกาเหนือที่เคยเจริญรุ่งเรื่องกลายเป็นเขตกัมภาพรังสีที่อันตรายต่อการอยู่อาศัยรวมถึงทางตอนตะวันออกของจีนซึ่งประชากรส่วนใหญ่ได้อพยพเดินทางไปยังเถือกเขาหิมาลัยและได้ตั้งอาณานิคมขึ้นมาใหม่เรียกว่าชานกัว ต่อมาพวกเขาได้กลายเป็นหัวหอกสำคัญในการต่อต้านเมืองเคลื่อนที่จนได้สร้างกลุ่มนักรบของตนขึ้นมาเพื่อปฎิบัติภารกิจลับต่าง ๆส่วนแอฟริกาหนีรอดหายนะมาได้อย่างหวุดหวิดแต่ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องกลายเป็นสนามเด็กเล่นให้กับเมืองเคลื่อนที่ในอีกหลายศตวรรษต่อมา การทำลายล้างนี้นำไปสู่ยุคที่สุดอันตรายยิ่งกว่าพวกเราเรียกมันว่า “ศตวรรษแห่งความมืด” ช่วงเวลานี้เหล่าคนเถื่อนออกเร่ร่อนไปทั่วยุโรปจนกระทั่งนิโคลัสเควิร์กได้เปลี่ยนเมืองลอนดอนให้กลายเป็นเมืองเคลื่อนที่ได้แห่งแรกอย่างเป็นทางการและได้เริ่มใช้ปรัชญาดาร์วินในช่วงยุคนี้เป็นตนมา ทำให้โลกได้เข้าสู่ยุคเมืองเคลื่อนที่ในที่สุด

มหานครเคลื่อนที่ (Traction Cities)

              Traction Cities หรือที่เรารู้จักกันคือ “เมืองวิ่งได้”เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ถูกติดตั้งอยู่บนล้อหรือตีนตะคาบคล้ายกับรถถังที่มีแบกเมืองไว้บนหลังโดยเจ้าเมืองวิ่งได้นี้จะออกไล่ล่าเหยื่อขนาดเล็ก หรือก็คือเมืองวิ่งได้ที่มีขนาดเล็กในขณะเดียวกันเมืองขนาดเล็กก็ไล่ลาหาทรัพยากรจากหมู่บ้านหรือเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นดิน เราเรียกเมืองพวกนี้ว่า Static City เมืองใหญ่กินเมืองเล็กในเรื่องราวของ Mortal Engine พวกเขาเรียกมันว่า Municipal Darwinism เปรียบเสมือนสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนมากว่าพันปี ปรัชญานี้คิดขึ้นโดย ดร.ครัม ซึ่งเป็นวิศวกรระดับแนวหน้าของเมืองลอนดอน โดยนำปรับแปลงใช้กับพื้นฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการของปราชญ์โบราณชาร์ลส์ดาร์วิน

           เราสามารถแบ่งประเภทเมืองออกได้เป็นหลากหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น เมืองที่อยู่บนพื้นดินหลัก ๆ ก็คือ เมืองผู้ล่า (Predator) เมืองเคลื่อนที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในคลาสนี้ พวกมันจะออกตามล่าเมืองอื่น ๆโดยใช้ฟันอันแหลมคมของพวกมันบดขยี้เมืองเป็นเศษเหล็ก และนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงให้กับเมืองของตน

ต่อมาเป็น เมืองนักขุด (Mining) เป็นเมืองที่ออกตามหาทรัพยากรล่ำค่าตามที่ต่างๆ เพื่อใช้เป็นพลังงานหรือแลกเปลี่ยน และเมืองนักกวาด (Scavenger) เป็นเมืองขนาดเล็กที่มีจุดประสงค์ตามชื่อ พวกมันจะออกตามล่าเมืองขนาดเล็กและกวาดของล้ำค่าเพื่อมาปรับปรุงเมืองของตนเองนอกจากนี้ก็ยังมีเมืองอื่น ๆ ที่มีบทบาทสำคัญอีกมากมายหลายชนิดได้แก่

กลุ่มนักล่า (Pack Predators) เป็นกลุ่มเมืองชนบทที่ร่วมมือกันทำงานเป็นทีมออกตามล่าเมืองใหญ่ บางครั้งพวกเขาก็ร่วมมือกับเมืองใหญ่ ๆ อย่างพวกเมืองผู้ล่า

เมืองพ่อค้า (Trading) เมืองเหล่านี้เป็นศูนย์กลางของความเจริญเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้ามากมาย โดยเฉพาะทรัพยากรที่สำคัญอย่างน้ำมัน อาหาร และยา

เมืองนักเก็บเกี่ยว (Harvester) พวกเขาจะออกไปตัดไม้ในป่าลึกเพื่อนำกลับมาทำเป็นเชื้อเพลิงส่วนใหญ่พวกนี้สูญพันธุ์กันไปเกือบหมดแล้ว เนื่องจากจำนวนต้นไม้ลดลงอย่างมากจนแทบไม่มีเหลือให้พวกเขาได้ตัดมาทำเชื้อเพลิงได้อีกตั้งแต่ในช่วงยุคเมืองเคลื่อนที่ช่วงที่สาม

มืองผู้ล่าลอยน้ำ (Predator) โดยรวมแล้วพวกมันก็เหมือนกับเมืองวิ่งได้บนบกแต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าวิธีการล่าเหยื่อของพวกเขาทำด้วยวิธีใดกัน

เมืองประมง (Fishing) ความหมายตรงตัว พวกเขาอยู่เพื่อหาปลา ใช้กินประทังชีวิตและเพื่อแลกเปลี่ยนกับเมืองต่าง ๆ นำเงินมาปรับปรุงเมืองให้ดียิ่งขึ้น

เมืองรีสอรท์ (Pleasure) ถึงแม้ว่าการใช้ชีวิตในยุคนี้จะแสนลำบากบ้างครั้งก็ต้องมีช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน (สำหรับคนมีเงิน)แน่นอนว่าที่นี่เป็นเสมือนรีสอรท์เต็มไปด้วยที่พักแสนสบายและสถานบันเทิงครบครันคอยบริการดูดเงินนักท่องเที่ยวจากเมืองต่าง ๆ

เมืองลอยฟ้า (Airhaven) เมืองลอยฟ้าที่ใช้บอลลูนลมร้อนลอยอยู่กลางอากาศ เมืองใหญ่ ๆมักจะเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนข้อมูลและค้าขาย

แผนที่โลกใหม่ใน Mortal Engine

                ในโลกใหม่ของ Mortal Engine เต็มไปด้วยภัยอันตรายจากธรรมชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพวกมนุษย์ด้วยกันเอง โดยแบ่งออกได้ดังนี้ ได้แก่ The Great Hunting Ground เป็นที่ตั้งเดิมของถิ่นยุโรป และเอเชียตอนเหนือ ปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของเหล่าเมืองเคลื่อนที่ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ล้างว่างเปล่า เต็มไปด้วยดินโคลนและรอยล้อของเมืองเต็มไปหมด เพราะเมืองวิ่งไปมาอยู่ตลอดทำให้พื้นดินไม่ได้รับการฟื้นสภาพจนไม่มีพืชหรือต้นไม้เติบโตขึ้นมาได้ โดยรวมมันเป็นที่อยู่หลัก ๆ ของเมืองเคลื่อนที่ ๆ ใหญ่ที่สุด

                The Ice Wastes เป็นชื่อใหม่ที่ตั้งให้กับอาร์คติก อีกทั้งยังเป็นเหล่าที่อยู่อาศัยของเมืองสกีที่จะวิ่งสไลดน้ำแข็งแทนที่จะใช้ล้อแบบเมืองบนบก แต่มันมีสิ่งที่น่ากังวัลอย่างหนึ่ง น้ำแข็งในบางบริเวณนั้นอาจเบาบางมาก และมันทำให้เมืองเสี่ยงตกลงไปในก้นมหาสมุทธได้อย่างง่าย ๆ ดังนั้นพวกเขาต้องต้องระมัดระวังอย่างมากในการสกีบนดินแดนน้ำแข็งแห่งนี้ ซึ่งมันก็ได้เปรียบเพราะเมืองติดล้อไม่อาจเข้ามาถึงได้

            Africa แอฟริกานั้นเป็นเดินแดนที่ถูกแบ่งแยกระหว่างทะเลทรายซาฮารา ซึ่งถือเป็นแหล่งที่อยู่ของเมืองเคลื่อนที่ ในส่วนทางตอนใต้เป็นอาณาเขตของกลุ่มต่อต้านเมืองเคลื่อนที่ ประกอบไปด้วยเมืองไม่เคลื่อนที่ Zaqwa และ Tibesti ในส่วนบริเวณที่ราบสูงจะถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งกันว่า Mountains of the Moon

          The Dead Continent เป็นที่ตั้งเดิมของอเมริกาเหนือ ถูกแปลงสภาพจนกลายเป็นดินแดนรกล้างที่เต็มไปด้วยรังสีจากผลพวงของสงคราม 60 นาที แทบไม่มีสิ่งมีชีวิตไหนที่สามารถใช้ชีวิตอาศัยอยู่ได้ แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อมันได้พิสูจว่าความจริงแล้วดินแดนแห่งนี้ก็ยังไม่ได้ตายไปอย่างสิ้นเชิงจากนวนิยายตอน Predator Gold ที่ในตอนเหนือเต็มไปด้วยป่าไม้ปกคลุมไปทั่ว มีสัตว์บางชนิดที่สามารถปรับตัวและอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้

                Asia สถานที่ตั้งของกองกำลังต่อต้านเมืองเคลื่อนที่ ประกอบไปด้วยจีนตะวันออกที่ถูกผลกระทบจากสงคราม 60 นาทเต็ม ๆ จนได้ย้ายไปรวมเข้ากับเถือกเขาหิมาลัยจนได้กลายเป็นศูนย์กลางอายธรรมที่รุ่งเรืองที่ตั้งเมืองอยู่ด้านหลังกำแพงใหญ่โต พื้นที่โดยรอบเต็มไปด้วยภูเขาเขียวขจี ป่าไม้ แม่น้ำ และสิ่งมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยอาณาเขตส่วนใหญ่มีภูเขาสูงโอบล้อมรอบเปรียบเสมือนป้อมปราการธรรมชาติที่ไม่มีเมืองเคลื่อนที่ใดเอาชนะได้

                Nuevo Maya ชื่อใหม่ของอเมริกาใต้ที่ตอนนี้ หลังจากที่โดนตัดขาดจากการถล่มของสงคราม 60 นาที ทำให้มันประสบชะตากรรมเหมือนกับแอฟริกา และยูเรเซีย อเมริกาใต้กลายเป็นแหล่งเมืองไม่เคลื่อนที่ตามที่สูง ส่วนด้านล่างเต็มไปด้วยเมืองเคลือนที่ขนาดย่อมมากมาย

            Antarctica มันเคยถูกกล่าวถึงเพียงครั้งเดียวในฐานะที่มีแหล่งที่อยู่ของเมืองขุดน้ำมัน หลังจากที่ทอม และเอสเตอร์ไปเยือนแอนตาคติก้าในระหว่างหนังเสือช่วงที่ 1 – 2 และก็ไม่มีการกล่าวถึงจากนั้นอีกเลย

MEDUSA คืออะไร

คำเตือน !! ใครที่ยังไม่ได้ดูอาจโดนสปอยได้ !!

พลังทำลายล้างของ Medusa

              เมดูซ่าเป็น 1 ในอาวุธไฮเทคของมนุษย์ยุคก่อนโลกล่มสลาย โดยเป็นตัวแปรหลักในภาพยนต์และนวนิยายเล่มที่ 1 มันดูคล้ายปืนใหญ่สายฟ้าที่ยิงพลังงานมวลหนาแน่นสูงเข้าใส่เป้าหมายจนทำให้เกิดการทำลายเป็นวงกว้าง ควบคุมด้วยระบบสั่งงานด้วยปัญญาประดิษ เมดูซ่าถูกใช้ในจักรรรดอเมริกันในช่วงสงคราม 60 นาที ร่วมกับอาวุธมหาประลัยชนิดอื่น ๆ เป็นเวลากว่าหลายพันปีจากสงครามนั้น ลอนดอนได้ทำการส่งทีมสำรวจไปยังทวีปต่าง ๆ โดยเฉพาะแหล่งที่ตั้งที่เคยเป็นอาณาเขตของสหรัฐอเมริกา พวกเขาพยายามขุดค้นขาตามซากปรักหักพังใต้ดิน เพื่อตามหาชิ้นส่วนที่หลงเหลืออยู่ของเมดูซ่า และได้นำมามาประกอบขึ้นใหม่ที่มหาวิหารในลอนดอนภายใต้การนำของแทเดอุส วาเรนไทน์

กำแพงยักษ์ชานกั๋ว ปราการด่านสุดท้ายของมวลมนุษย์

ชานกั๋วในภาษาจีนหมายถึงป้อมปราการ บางครั้งก็ถูกแปลได้ว่าการรวมกันระหว่าง 3 ประเทศ ชาวกั๋วเป็นกำแพงใหญ่จากการร่วมมือของกลุ่มต่อต้านเมืองคลื่อนที่ (Anti-Traction League) ตั้งอยู่ในส่วนที่เหลือของจีนตะวันตกและเอเชียกลาง ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกป้องเมืองด้านหลังกำแพง Batmunkh Gompa จากเหล่าเมืองเคลื่อนที่จากดินแดน Great Hunting Ground ตัวกำแพงถูกสร้างจากวัสดุแข็งแกร่ง สามารถทนทานการโจมตีจากปืนใหญ่ได้สบายๆ

สิ่งก่อสร้างมหึมานี่เปรียบได้เสมือนกับกำแพงเมืองจีน พวกเขาถือเป็น 1 ใน 2 ขั้วอำนาจของมหาสงคราม 60 นาที (อีกฝ่ายคือจักรวรรดิอเมริกัน) มีเมืองหลวงคือ Tienjing ซึ่งถูกใช้เป็นฐานบัญชาการของกลุ่มต่อต้านในปัจจุบัน บนตัวกำแพงยังประกอบไปด้วยอาวุธปืนใหญ่มากมายเรียงรายตลอดแนวกำแพง ภายในเป็นฐานทัพอากาศขนาดใหญ่ที่เก็บเครื่องบินรบกว่าหลายร้อยลำ ถือว่าเป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบัน

Stalker คนไม่ใช่คน เครื่องจักรสังหาร!

             ตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในเรื่องชื่อ Shrike เป็นหุ่นยนต์ที่มีดววงตาสีเขียว เรารู้กันว่าพวกมันถูกสร้างมาเพื่อทำสงคราม แต่นอกเหนือจากนั้นในภาพยนต์ไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมไว้มากนัก แต่จริง ๆ แล้วมันมีความลึกซึงกว่านั้นมากโดยเฉพาะตัวละคร Shrike ที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างมากทั้งในนวนิยาย และฉบับภาพยนต์ แต่ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า Shrike เป็นหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่า Stalker หรือมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า คนฟื้นคืนชีพ ถูกสร้างโดยวิทยาการของจักรวรรดิ Nomadic Empires ที่ใช้มันต่อสู้ระหว่างกันในพื้นที่เขตภูเขาไฟซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นทวีปยุโรปมาก่อน

              พวกเขามีความสูงอย่างต่ำ 7 ฟุต หุ้มเกราะตั้งแต่หัวจรดเท้าทำให้ไม่มีอะไรทำอันตรายพวกเขาได้ มีดวงตาสีเขียวเรืองแสงส่องประกาย อีกทั้งแขนทั้งสองข้างประกอบไปด้วยกรงเล็มที่มีความคมพอที่จะตัดหัวมนุษย์ได้เพียงการฟันเพียงครั้งเดียว ในการสร้าง Stalker ผู้สร้างจะต้องนำศพมาจากสนามรบเพื่อเข้าสู่กระบวนการเชื่อมต่อประสาท โดยจะนำอวัยวะที่ไม่จำเป็นทิ้งไปและทดแทนด้วยวัสดุเหล็กกล้า รวมถึงติดอาวธชนิดต่าง ๆ ตามที่ผู้สร้างต้องการ พวกเขาถูกพูดถึงมากที่สุดในกลุ่ม Lazarus Brigade